ประโยคที่ว่า ‘เลี้ยงเด็ก 1 คน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน’ ในวันนี้อาจต้องเปลี่ยนจากคำว่า ‘บ้าน’ เป็น ‘ประเทศ’ ตามความคิดเห็นของ ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
หน้าที่ความรับผิดชอบในการดูแลเด็กคนหนึ่งอาจอยู่ที่พ่อแม่ แต่ ณ วันนี้ หน้าที่นั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย ตั้งแต่สภาพเศรษฐกิจบีบบังคับให้ทุกคนโฟกัสกับการเพิ่มรายได้ พ่อแม่บางคนต้องเอาเวลาไปหาเงินมากกว่าอยู่กับลูก ทำให้การเลี้ยงดูลูกยุคนี้เปลี่ยนไป
ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อร่างกายเด็กเล็กโดยตรงอย่างฝุ่น PM 2.5 ภาพเด็ก ๆ เลือดกำเดาไหลบีบหัวใจพ่อแม่และผู้ใหญ่หลายคนไม่น้อย หรือสภาพสังคมเองที่เกิดความรุนแรงได้ง่าย ทั้งในระดับประชาชน ความขัดแย้งเพียงเล็กน้อยอาจจบลงที่โศกนาฏกรรม และความขัดแย้งระหว่างประเทศที่เป็นต้นเหตุของสงคราม
เป็นเรื่องที่เราต้องตั้งคำถามต่อว่า แล้วเด็กจะเติบโตในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ได้อย่างไร และเขาจะโตมาเป็นผู้ใหญ่แบบไหน ในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตโครงสร้างประชากร เด็กเกิดน้อยกว่าคนตาย และจำนวนคนสูงวัยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การให้ความสำคัญกับการดูแลเด็กคนหนึ่งจึงไม่ใช่แค่หน้าที่ของครอบครัว แต่เป็นสิ่งที่คนทั่งประเทศต้องทำร่วมกัน ซึ่งคนทั้งประเทศจะมีส่วนร่วมได้อย่างไร ณัฐยาพร้อมเล่าให้ฟังแล้ว

เด็กนับเป็นกลุ่มเปราะบางไหม
เด็กเป็นวัยที่ต้องได้รับการปกป้องคุ้มครอง เพราะเขายังดูแลตัวเองไม่ได้ ด้วยวัยเด็กจึงจัดเป็นกลุ่มคนเปราะบาง แต่ภายใต้คำว่า ‘เด็ก’ ถ้าเราส่องดูลึก ๆ จะพบว่าเด็กแต่ละคนมีความเปราะบางไม่เท่ากัน เช่น ถ้ามองจากมุมเศรษฐกิจ เด็กในครัวเรือนยากจนมีความเปราะบางกว่าเด็กในครัวเรือนร่ำรวย และข่าวร้ายคือเรามีเด็กอยู่ในครอบครัวที่มีทรัพยากรเพียงพอจะเลี้ยงดูเขาประมาณ 20% ขณะที่เด็กยากจนกลับมี 70% ส่วนที่เหลือเป็นเด็กที่อยู่ในครอบครัวร่ำรวย
สภาพสังคมในปัจจุบันส่งผลกับการเติบโตของเด็กอย่างไร
หลายคนคนคงสัมผัสได้ถึงความแตกต่างของเด็กยุคนี้ มีคำพูดว่า ‘เด็กสมัยนี้ต่างกับเด็กสมัยก่อน’ เราเห็นภาพชัดขึ้นหลังประชุมกับคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็ก เขาให้ข้อมูลเด็กยุคนี้ที่น่าสนใจมาก เช่น เด็กสมัยนี้มีความเป็นปัจเจกสูง คือชอบอยู่กับตัวเอง ไม่ชอบเข้าสังคม และมีความวิตกกังวลสูงมาก
เมื่อวิเคราะห์ถึงสาเหตุความเปลี่ยนไป เราพบว่าสาเหตุหลักอยู่ที่วิธีการเลี้ยงดู เพราะเด็กก็คือเด็ก แต่แนวทางการเติบโตของเขาเปลี่ยนไป เช่น เด็กยุคนี้ได้เล่นน้อยมาก มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งจากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าภายใน 1 วันเด็กมีเวลาเล่นอย่างอิสระไม่ถึง 30 นาที สอดคล้องกับงานวิจัยทั่วโลกที่พบคล้ายกัน ยิ่งเราพัฒนาเป็นเมืองมาเท่าไหร่ พื้นที่เล่นของเด็กยิ่งน้อยลง
แต่มีผู้ปกครองหลายคนให้ลูกเล่นเกมในมือถือ ในแท็บเล็ต ถือว่าเด็กได้เล่นไหม
ไม่ควรนับเลย เพราะร่างกายเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ และจะพัฒนาได้ต้องผ่านการลงมือทำเท่านั้น ได้วิ่ง ได้หยิบจับ ได้ขยำทราย ได้ปีนป่ายกับเพื่อน ๆ เหมือนที่ นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ พูดเสมอว่า นิ้วคือสมองของเด็ก ยิ่งให้นิ้วเขาขยับเขาจะได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก และส่งผลให้เส้นประสาทในสมองแตกตัวแบบมีชีวิตชีวา
ตอนนี้ทั่วโลกจึงเริ่มมีกระแสเรียกร้อง Outdoor Play ส่งเสริมให้เด็กออกไปเล่นนอกบ้าน ลดเวลาอยู่หน้าจอ ทั้งหมดนี้เราอยากพูดเพื่อสะท้อนให้เห็นว่า การเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมในการเติบโตของเด็กยุคนี้เปลี่ยนไปจริง ๆ ถึงส่งผลให้เกิดประโยคที่ว่าเด็กสมัยนี้ไม่เหมือนเด็กสมัยก่อน
แต่ผู้ปกครองบางคนอาจรู้สึกว่า การให้ลูกอยู่หน้าจอจะได้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษ ช่วยพัฒนาทักษะ
จริง แต่ถ้ายังไม่ถึงวัยที่เขาต้องทำสิ่งนี้ก็ควรปล่อยให้ลูกได้ทำกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการเขา ถ้าเป็นเด็กเล็ก วิธีเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการเล่น ปล่อยให้เขาใช้ร่างกายเล่นเต็มที่ ให้เหงื่อเปียกทั่วตัวเลย แล้วเขาจะเติบโตแบบที่พร้อม พอเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นเมื่อไหร่ให้เรียนก็ยังไม่สาย
เด็กวัยไหนที่ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
ทุกช่วงวัยมีเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะเด็กต้องการการดูแลประคับประคอง ถ้าพลาดพลั้งมันแปลว่าต้นทุนชีวิตที่เด็กจะใช้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่จะหายไปหรือบิดเบี้ยว เริ่มจากวัยแรกเกิดจนถึง 6 ขวบ ถือเป็นวัยที่สำคัญมาก ถ้าเปรียบกับการสร้างบ้านก็เหมือนการลงเสาเข็ม ถ้าช่วงวัยนี้เขาเกิดปัญหาอะไร หรือไม่ได้รับการเติมเต็ม ปัญหาจะส่งต่อไปวัยอื่น ๆ
ช่วง 6 – 7 ขวบ เป็นวัยแห่งการเรียนรู้ พอก้าวเข้าสู่วัยรุ่นจะเป็นอีกช่วงที่ผู้ใหญ่ควรให้ความสนใจ เพราะเป็นช่วงที่ฮอร์โมนและพัฒนาการทางสมองกำลังทำงานอย่างเข้มข้นอีกครั้ง เรียกได้ว่าทุกช่วงวัยของเด็กมีเรื่องที่ผู้ใหญ่ต้องให้ความสำคัญเต็มไปหมด
ถ้าอย่างนั้นการแบ่งเด็กตามเจเนอเรชันเพื่อดูแลเขาได้อย่างเหมาะสมเป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่
เอาเข้าจริงเส้นแบ่งนี้มันเบลอมาก ๆ ถ้าเราบอกว่าเด็กเจนฯ อัลฟา คือเด็กที่เกิดมาในยุคดิจิทัล มีเทคโนโลยีใช้ทันที แต่อย่างลืมว่าผู้สูงอายุก็ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอไม่ต่างกัน หรือถ้าเอาเรื่องความเชื่อมาเป็นตัวแบ่ง เราก็เจอว่าคนสูงวัยหลายคนมีความคิดเปิดกว้าง หรือ Growth Mindset ขณะที่ก็มีเด็กหลายคนที่มีความคิดแบบ Fixed Mindset เพราะเขาถูกเลี้ยงให้มีความเชื่อความคิดแบบเดียว
มันแบ่งยากมาก เราถึงไม่อยากให้ใช้เจเนอเรชันเป็นตัวกำหนดลักษณะเด็ก แต่อยากให้มองเด็กคนหนึ่งตามธรรมชาติที่เขาเป็นมากกว่า เพราะวิธีการเลี้ยงดูควรจะปรับไปตามธรรมชาติของเด็ก บางคนอาจชอบทำอะไรเร็ว ๆ หรือบางคนขอใช้เวลาซึมซับก่อน ขอคิดก่อนแล้วค่อยทำ
สังคมมักพูดกันเสมอว่าสถาบันครอบครัวอ่อนแอ มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้มันอ่อนแอ
เราคงต้องย้อนไปดูประวัติศาสตร์การเกิดขึ้นของคำนี้ สังคมไทยเริ่มพูดคำว่า ‘สถาบันครอบครัวอ่อนแอ’ เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา สภาพสังคมตอนนั้นมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ โดยเฉพาะระบบเศรษฐกิจ เดิมสังคมไทยอยู่บนฐานเกษตรกรรม พอเปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรมก็เกิดปรากฏการณ์การย้ายถิ่นเพื่อหางานทำของวัยแรงงานก็คือพ่อแม่ มีทั้งคนที่พาลูกย้ายถิ่นไปด้วยได้ คนที่ต้องฝากให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘ครอบครัวแหว่งกลาง’ เด็กไม่ได้ถูกเลี้ยงดูโดยพ่อแม่ แต่เป็นญาติ ๆ ปัจจุบันเรามีเด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่จำนวนไม่น้อย ราว ๆ 1 ใน 4 ของจำนวนเด็กทั้งหมด
มีงานศึกษาหลายชิ้นที่ศึกษาพฤติกรรมและผลลัพธ์ต่าง ๆ ของเด็กที่ถูกเลี้ยงโดยพ่อแม่กับเด็กที่ถูกเลี้ยงโดยปู่ย่าตายายแล้วพบตรงกันอย่างหนึ่ง คือเด็กที่อยู่กับพ่อแม่มีผลลัพธ์ที่ดีกว่า ไม่ได้บอกว่าปู่ย่าตายายเลี้ยงไม่ดีหรือตอกย้ำภาพครอบครัวสมบูรณ์แบบต้องประกอบด้วยพ่อแม่ลูก แต่การที่เด็กถูกเลี้ยงโดยพ่อแม่ หมายความว่า ถ้าแม่ยุ่ง พ่อรับหน้าที่ดูแลลูก หรือกลับกัน ถ้าพ่อยุ่ง แม่เป็นคนดูแล เด็กไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะมีคนประคับประคองตลอด
แปลว่าความอบอุ่นในครอบครัวยังคงส่งผลต่อการเติบโตของเด็ก
ความอบอุ่นในครอบครัวเป็นเรื่องเชิงคุณภาพ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าในครอบครัวต้องประกอบด้วยใคร มันเป็นเรื่องของสัมพันธภาพ หลายคนคิดว่าครอบครัวที่พร้อมหน้าพ่อแม่ลูกหรือไม่มีปัญหาทางการเงินจะส่งผลดีต่อเด็ก แต่ตัวตัดจริง ๆ คือความสัมพันธ์ในครอบครัว บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กได้ เพราะต่อให้เศรษฐกิจไม่ดีอย่างไร แต่คนในครอบครัวยังคงประคับประคองสภาวะจิตใจกันและกัน ทำบ้านให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยได้ จะมีส่วนช่วยเด็กมาก ๆ
เราเลยอยากชวนสังคมมองเรื่องนี้ เรากำลังมีเด็กจำนวนหนึ่งที่อยู่ในครัวเรือนที่พ่อแม่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ประมาณ 7 ล้านคนจากจำนวนเด็กทั้งหมดที่มีประมาณ 20 ล้านคน เราต่างรู้ว่าอาชีพนี้ต้องเผชิญกับรายได้ที่ไม่แน่นอน วิธีออกแบบนโยบายสำหรับเด็กในครัวเรือนเกษตรกรรมจึงน่าจะมองแบบเฉพาะเจาะจงด้วยเหมือนกัน ไม่ได้มองเป็นเด็กจนอย่างเดียว เพื่อให้ออกแบบวิธีดูแลเด็กให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของเขา
ยังมีเด็กอีกหลายกลุ่มที่ถูกมองข้าม เช่น เด็กในสถานสงเคราะห์ เด็กที่ครอบครัวไม่มีความพร้อมจะเลี้ยงดู หรือมีปัญหาต่าง ๆ แล้วตัดสินใจส่งลูกไปบวช เรามีตัวเลขสามเณรหลักหมื่นคนต่อปี เราอยากให้ทุกคนให้ความสนใจเด็กกลุ่มนี้ ดูว่าเด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสมไหม วัดมีทรัพยากรเพียงพอที่จะเลี้ยงดูเด็กได้อย่างมีคุณภาพหรือเปล่า นอกเหนือจากการกินอิ่มนอนหลับ เพราะในสังคมไทยที่เราเผชิญปัญหาเด็กเกิดน้อย เราควรต้องเอกซเรย์ให้ชัดว่าเด็ก ๆ อยู่ตรงไหนกันบ้าง แล้วได้รับการดูแลที่เหมาะสมสอดคล้องให้ทุกคนไม่พลาดโอกาสที่จะได้รับการพัฒนาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมแล้วหรือยัง



